Projection Mapping for Lear and His 3 Daughters by B-Floor Theatre
VORK as Cinematographer
KISS by Thunska part of a DIALOGIC art exhibition
21 July - 25 September 2011
Opening: 20 July 6 PM 8th floor Bangkok Art and Culture Centre – BACC
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
http://www.facebook.com/media/set/?set=a.10150198740230765.312314.710335764
บทความนี้แซะออกมาจากบุคทีสิสข้าพเจ้า เพื่อให้น้องๆและผู้ที่สนใจได้อ่านกัน
ช่วงนี้สนใจที่จะศึกษา Film Study เพิ่มเติมรวมถึงพัฒนาทักษะของตนเองด้านการเขียนและการแปล
หากมีข้อเสนอแนะในส่วนไหนช่วยบอกกันด้วยนะครับ :)
ไฉ้หมิงเลี่ยงกับการเขียนบท
Interview with Ming-liang Tsai, Director, 15 November 2009.
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2009 - ไฉ้หมิงเลี่ยง ผู้กำกับชาวไต้หวันเชื้อสายมาเลเซียได้ให้สัมภาษณ์ไว้ที่ Asia Society New York Center เกี่ยวกับการเขียนบทภาพยนตร์ของเขา
พิธีกรได้ถามไฉ้หมิงเลี่ยงว่าส่วนใหญ่ภาพยนตร์ของเขาไม่ได้เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องแบบทั่วไป มักจะมีการใช้ชอตนิ่งๆ แช่กล้องไว้นานๆ และบทพูดน้อยๆ จริงๆแล้วเขาเขียนบทภาพยนตร์อย่างไรกันแน่ เขาสื่อสารกับนักแสดงและทีมงานให้เข้าใจถึงตัวงานได้อย่างไร?
เขาตอบว่าในช่วงที่เขาเรียนมหาวิทยาลัย เขาเคยศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์การละคอนของทางตะวันตก ทั้งงานของ Shakespeare, Ibsen, Brecht รวมไปถึงบทละคอนของกรีกด้วย เขาชอบงานละคอนคลาสสิคเหล่านี้มาก แต่ว่าเขารู้ดีว่าตัวเขามันไม่เหมาะกับละคอนซักเท่าไร สิ่งที่เขาชอบจริงๆคือภาพยนตร์ต่างหาก หนังหลายเรื่องที่เขาชอบก็เป็นหนังแบบเล่าเรื่องทั่วไป มีพล็อตชัดเจน แต่เมื่อวันหนึ่งถึงวันที่เขาต้องลุกขึ้นมาสร้างงานของตัวเอง ก็ไม่มีเหตุผลที่เขาจะไปทำหนังแบบที่มีคนอื่นทำอยู่แล้ว เขาบอกว่าทุกคนรู้ดีว่าหนังแบบนั้นสร้างอารมณ์แบบไหนให้กับคนดูได้ ซึ่งเมื่อถึงจุดอิ่มตัวมันก็ตัน และไปได้ไม่มากไปกว่านั้น
หลังจากจบการศึกษาเขาก็ได้เริ่มทำงานในวงการโทรทัศน์ด้วยการทำละครทีวี ไฉ้หมิงเลี่ยงถือว่านี่เป็นโอกาสที่ดีของเขาในการฝึกภาษาการเล่าเรื่องที่แตกต่าง รวมถึงการเลือกเล่าเรื่องราวของตัวละครผ่านมุมมองของอาชีพที่ไม่ค่อยได้ปรากฏบนจอแก้วอย่างแรงงานสาวในโรงงานทอผ้า ในตอนแรกเขาก็สับสนอยู่ว่าจะเล่าเรื่องอย่างไรดี หากใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบเดิมๆ 1 2 3 คนดูก็จะเข้าใจแล้วก็อินกับเรื่องราวได้โดยง่าย แต่สำหรับเขาแล้วมันไม่ท้าทาย เป็นจุดเริ่มต้นของเขาว่าจะสามารถเล่าเรื่องราวนี้ด้วยวิธีการใหม่ได้หรือไม่
ความรู้สึกสงสัยี้ทำให้เขาขบคิดมากขึ้น เขาตกลงใจที่จะไปเฝ้าสังเกตชีวิตของสาวฉันทนาอย่างใกล้ชิด วันหนึ่งขณะที่เขาไปสังเกตการณ์ ในช่วงพักรับประทานอาหาร สาวโรงงานเป็นพันคนปรากฎตัวขึ้นพร้อมกันบนโถงทางเดินขนาดใหญ่ และใช้เวลาประมาณห้านาทีในการเดินผ่านโถงนี้ไปยังโรงอาหารขนาดมหึมา ทั้งหมดต่อแถวเข้าคิวรับอาหารแล้วก็รับประทานอย่างพร้อมเพรียงกัน ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที แล้วโรงอาหารก็กลับมาว่างเปล่า ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าทำให้เขาแทบช็อค
จากนั้นเป็นต้นมา บทของเขาก็กลายเป็นอะไรที่เรียบง่ายมากๆ ยิ่งเขียนมากชิ้นยิ่งเรียบง่าย ไฉ้หมิงเลี่ยงบอกว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปพยายามอธิบายโลก เพราะเขาก็ไม่รู้จักมันเหมือนกัน โลกเป็นสิ่งที่จินตนาการเอาเองไม่ได้ แต่ต้องเล่ามันออกมาผ่านประสบการณ์เฉพาะตัว ในระหว่างการเขียนบท สิ่งที่เขามีก็คือไอเดียคร่าวๆในสิ่งที่จะทำ ส่วนที่ต้องละเมียดและใช้เวลาคือส่วนของตัวโครงสร้าง เขาใช้เวลาแรมปีอยู่กับตัวโครงสร้างของภาพยนตร์รวมถึงวิธีที่จะถ่ายทอดโครงสร้างนี้ออกมาอีกด้วย ถ้าจะนับตามจำนวนหน้า บทของเขาบางมากเพราะมันไม่ค่อยมีบทสนทนา สิ่งที่บรรจุอยู่ก็เป็นแค่การเคลื่อนไหวง่ายๆของตัวละคร สิ่งสำคัญที่สุดคือส่วนของโครงสร้างที่ต้องชัดเจนอยู่ในหัวผู้กำกับ
โครงสร้างนี่แหละที่เป็นตัวกรุยทางผ่านขั้นตอนต่างๆในกระบวนการทั้งหมด ทีมงานของไฉ้หมิงเลี่ยงส่วนใหญ่ก็เป็นคนคุ้นเคยที่ร่วมงานด้วยกันมาหลายโปรเจค และรู้ดีว่าจะทำงานกับบทภาพยนตร์แบบนี้ได้ยังไง ต้องเลือกสถานที่แบบไหน จะไปขอทุนกับใคร ซึ่งบทที่นักแสดงได้รับก็คือบทฉบับเดียวกับทีมงาน ซึ่งตัวนักแสดงเองก็ไม่ใช่ว่ามีญานทิพย์เข้าใจทุกอย่างได้ซะหมดจากเพียงแค่ตัวบท เขามองว่าบทไม่ใช่ทุกอย่างของตัวหนัง มันมีการพัฒนาร่วมกันไปได้อีกระหว่างทาง และมันจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆระหว่างการถ่ายทำ เขาสารภาพว่าจริงๆแล้วตั้งแต่เริ่มเขียนบทไปจนถึงขั้นตอนที่ภาพยนตร์เสร็จสมบูรณ์นั้น ก็รู้สึกวิตกกังวล ลุ้นๆอยู่เหมือนกัน เพราะมันไม่มีอะไรแน่นอนเลย

My juvenile
ไม่คิดว่าจะได้เจอเพื่อนสมัยประถมอีกครั้งในเฟสบุค พร้อมกับครูประถมที่กลายเป็นเจ้าของตักสุรา พญาไทไปแล้ว!
After I moved out from school I never see them again until now, on facebook! (My teacher now enjoy his life as bar owner!)